วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551

*~ตลอดเวลา ที่ผ่านมา (ของใครสักที่ไม่ใช่เรา)~*

ตลอดเวลาที่ผ่านมา
. . . เคยถามตัวเองหลายครั้ง ว่าทำไม?
. . . ยังรัก ยังแคร์ คนที่ทำร้ายหัวใจเรา แต่สุดท้าย
. . . ก็ได้คำตอบเดิมกลับมา เพราะ
. . . "เรารักเขา" แค่นั้นเองที่เป็นเหตุผลให้เรายังอยู่ตรงนี้ และยังยืนยันที่จะรักเธอต่อไป
. . . แม้จะต้องถูกทำร้ายหัวใจอีกก็ตามก่อนหน้านี้
. . .เราเคยรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวด และมีความสุข หรือ ทุกข์ ร่วมกัน แต่วันนี้
. . .ความรู้สึกเหล่านั้นมันกลับเปลี่ยนไป และทำให้เรามานั่งคิดถึงความหลังระหว่างเราและเขามากขึ้น เพื่อนๆ ล่ะ
. . .เคยมีมีรู้สึกแบบนี้เหมือนเราบ้างไหม?เคยไหม
. . . ที่รักใครมาก จนไม่สนใจว่าเขาจะเป็นยังไง จะดี จะร้ายแค่ไหน เคยไหม
. . .ที่ยอมทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้เขามีความสุข ถึงแม้ว่าตัวเราจะทุกข์เคยไหม
. . . ที่นึกถึงเขาทุกลมหายใจ นึกถึงเขาทุกครั้งที่หลับตาเคยไหม
. . . ที่เชื่อมั่นในคำสัญญาของเขา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้ เคยไหม
. . . ที่ยอมทำทุกอย่าง แม้ต้องเสียใจ เพื่อแค่ให้เขายังอยู่กับเราต่อไป เคยไหม
. . . ที่ไว้ใจ เชื่อใจเขา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ เคยไหม
. . . ที่ถูกใครทำร้ายหัวใจ แล้วยังยอมให้เขากลับมาทำร้ายเหมือนเดิมเคยไหม
. . . ที่ตลอดเวลาที่คบกับเขาแล้วถูกโกหก แต่ก็ยังเชื่อคำพูดเขา เคยไหม
. . . ที่เขาทำในสิ่งที่อภัยให้ไม่ได้ แต่ก็ยังอภัยให้เขาเคยไหม
. . . ที่ต้องให้โอกาสเขาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เคยไหม
. . . ที่คิดถึงเขา แล้วนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยๆ เคยไหม
. . . ที่อยากให้เขากลับมาอยู่ข้างกายเรา ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เคยไหม
. . . ที่ห่วงใครมาก ๆ จนไม่อยากให้ไปไหน เคยไหม
. . . ที่ทำตัววุ่นวาย จนทำให้เขารู้สึกรำคาญ เคยไหม
. . . ก่อนที่จะทำอะไรลงไป จะต้องนึกถึงความรู้สึกเขาก่อน เคยไหม
. . . ที่ขี้หึง หึงแม้กระทั่งรู้ว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่น เคยไหม
. . . ที่แค่เขาชมใคร ว่าสวย ว่าน่ารัก เราก็เก็บมาคิดมากจนทะเลาะกันเคยไหม
. . . ที่อยากจะทำตัวให้ดูดี ให้น่ารัก เพื่อที่จะไม่ให้เขาไปสนใจใคร เคยไหม
. . . ที่รู้สึกเป็นห่วงเขา แล้วคิดจนปวดหัว เคยไหม
. . . ที่เวลาโทรหาเขา แล้วเขาไม่รับมันทำให้เราแทบบ้า เคยไหม
. . . ที่ทะเลาะกัน แล้วชอบปิดโทรศัพท์ทั้งๆ ที่อยากคุยด้วยจะตาย เคยไหม
. . . ที่อยากจะกอดเขาไว้ให้ได้นานเท่านาน ก่อนที่เขาจะจากไป เคยไหม
. . . ที่อยากจะอยู่เคียงข้าง อยากปลอบโยนเขาเวลาที่เขาต้องทุกข์ใจ เคยไหม
. . . ที่อยากให้เขาเข้าใจเราในทุก ๆ เรื่อง เคยไหม
. . . ที่คิดน้อยใจเวลาที่เขาไม่สนใจ ไม่แคร์กัน เคยไหม
. . . เวลาที่เรางอนแล้วอยากให้เขาง้อ (ดอกไม้สักช่อ) เคยไหม
. . . ที่อยากจะทำนู้น ทำนี่ให้เขารู้สึกดี อยากให้เขารู้ว่าเรารักเขาจะตาย เคยไหม
. . . ที่คิดไปไกล ว่าเราจะรักกันตลอดไปยันตายกันไปข้างหนึ่ง เคยไหม
. . . ที่อยากนอนดูทีวี อยากจูงมือกันไปไหนต่อไหน
เคยไหม . . . ที่อยากให้เขาตะโกนบอกรักเราดังๆ ให้ทุกคนได้รับรู้กันไปเลย
เคยไหม . . . ที่อยากจะเป็นคนรักที่ดีของเขา และให้เขาเป็นคนรักที่ดีของเรา
เคยไหม . . . เคยกลัวหรือเปล่า กลัวว่าเขาจะไม่รัก
เคยไหม . . . อยากให้เขาภูมิใจว่า ฉันโชคดีที่สุดที่มีแฟนอย่างเธอการที่จะรู้สึกกับใครอย่างนี้
. . . มันคงไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าเรารักใครสักคนหนึ่งจริงๆ
. . . แต่มันคงเป็นเรื่องยาก ที่จะรู้สึกอย่างนี้ได้
. . . ถ้าเราไม่ได้รักใครเลยจริงๆ

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551

*~...เพื่อนสนิท ก็คือ...~*

เพื่อนสนิท... ก็คือ
เพื่อนธรรมดาๆคนนึง ที่ดันสนิทกันมากกว่าเพื่อนธรรมดาๆทั่วๆไป
... ซึ่งมันก็ต้องมีอะไรหลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเรามากกว่าเพื่อนคนอื่น

... ถึงจะมาสนิทกันได้
... บางที อาจไม่ใช่นิสัย

... บางที อาจไม่ใช่หน้าตา
... บางที อาจไม่ใช่ฐานะ
... บางที อาจไม่ใช่ระดับความรู้
... แต่มันอาจจะมีอะไรบางอย่าง ที่ต้องเป็น มั น ค น นี้ เ ท่ า นั้ น ที่ มี
... บางครั้ง
... เราก็ไม่ไป ที่ที่เราอยากไป
... เพียงเพราะว่า มันไม่ไปด้วย
... บางครั้ง
... นั่งเงียบอยู่ได้ตั้งนาน แต่แค่เห็นหน้ามัน
... น้ำตาที่กลั้นไว้แทบตาย กลับทะลักออกมาได้จนหมด
... บางครั้ง
... ถ้ามีเสียงหัวเราะของมันด้วย
... เราจะหัวเราะได้ดังกว่านี้
... บางครั้ง
... ร้อยคำปลอบใจของใครก็ไม่รู้
... ยังอุ่นใจไม่เท่ามือมันที่แค่ตบเบาๆที่หัวไหล่
... บอกเป็นนัยๆว่า กรูอยู่ตรงนี้

ชอบคำๆนึงที่บอกว่า
. . . . . เ ร า ไ ม่ ไ ด้ เ ป็ น แ ค่ เ พื่ อ น . .
. . แ ต่ เ ร า เ ป็ น ตั้ ง เ พื่ อ น ต่ า ง ห า ก . .
... เพราะเพื่อนมีความสำคัญมากๆ
... มากจนบางคนแยกไม่ออก เอาไปเปรียบเทียบกะแฟน
ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน
... ทั้งๆที่มันคนละเรื่องกันเลย
> >... แต่เมื่อเวลาที่เราอยู่ในห้วงของความรัก
> >... เพื่อน ... จะกลายเป็นส่วนเกินของโลกส่วนตัวเราทันที
> >... ไอ่เพื่อนสนิทผม มันคงจะชินแล้ว
> >... ที่เวลาผมมีรักทีไร ผมก็จะห่างๆมันไปทุกที
> >... เวลาที่จะกลับมานึกถึงมันได้อีกที
> >... ก็ตอนอกหักนู่นแหละ
> >... ก็เคยคิดเหมือนกันนะ
> >... ถ้าเราเป็นมัน จะรู้สึกยังไง
> >... คงจะประมาณว่า
> >... "แม่ง ... พอมีแฟนก็ลืมเพื่อน"
> >... นี่ กะกรูไม่เคยช่วยห่ าไรเลย ทีกะแฟนแมร่งแทบถวายหัว"
> >... "ต้องเลิกกะแฟนก่อนถึงจะจำเบอร์โทรกรูได้ใช่ไหม สราดดด"
> >... คิดๆดูแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
> >... เพราะเวลาที่กำลังมีความสุขในห้วงของความรัก
> >... ก็แทบไม่ได้จะไปเที่ยวไห นกับมันเลย
> >...นานๆถึงจะได้คุยกันที
> >... แต่พอผิดหวัง พอเจ็บตัวขึ้นมา
> >... นาทีนั้นอยากกดโทรศัพท์ไปหามันก่อน
> >... อยากให้มันรับโทรศัพท์ก่อน
> >... ซึ่งบางทีมันนอนไปแล้วผมก็จะไล่มันกลับไปนอน
> >... ไม่ต้องตื่นขึ้นมาฟังเรื่องราวใดๆทั้งนั้น
> >... ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แค่มันรับโทรศัพท์ ก็พอแล้ว
> >... แบบนี้ละมั้งที่เค้าว่า 'เพื่อน คือคนที่สามารถนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ'
> >... 'แต่ลุกจากกันไปได้เหมือนคุยกันไปนับล้านคำ '
> >... 'เพื่อน' ... 'คือคนที่เมื่อเราสุข เราไม่เห็นมันอยู่ในสายตา '
> >. . . 'แ ต่ เ ป็ น ค น ไ ม่ มี วั น ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ร า ล้ ม ลง
> >ไ ม่ ว่ า เ ร า จ ะ ไ ป เ จ็ บ ม าจ า ก ไ ห น . . .

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

*~...ปล่อยวาง..~*

***** ปล่อยวางเป็นเรื่องของผล ไม่ใช่เรื่องของเหตุ *****
การปล่อยวางเป็นเรื่องของผล ไม่ใช่เรื่องของเหตุ เรื่องนี้ต้องจำไว้
คือเราทำอะไร ก็ต้องทำอย่างเต็มความสามารถ เรียกว่าสร้างเหตุให้ดี
แต่ผลที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเหตุนั้น เป็นผลที่เราจัดแจงไม่ได้
รับรองไม่ได้ เพราะย่อมจะมีหลาย ๆ สิ่ง
หลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกันกับการกระทำของเรา
ไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของเรา

ฉะนั้น ผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราไม่แน่นอน
ถ้าเราหมายมั่นปั่นมือว่า ต้องออกมาอย่างนั้น
ต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ ทุกข์แน่ ๆ

ชีวิตนี้..น้อยนัก

ชีวิตเป็นของเปราะบางจริง ๆ นะคะ….
ในชั่วพริบตาเดียว อะไร ๆ ที่คิดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ท่านจึงเลือกที่จะตรัสโอวาทสุดท้ายเพื่อเตือนสติพวกเราไว้อย่างนี้เองว่า...
"คนเหล่าใด ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า
ภาชนะดินที่นายช่างหม้อปั้นขึ้นแล้ว

ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งสุก ทั้งดิบ ทุกชนิด
ล้วนมีความแตกสลายไปในที่สุด

ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
วัยของเราแก่ชราแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย
เราจะต้องจากพวกเธอไป เรากระทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีล อันดีเลิศ จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว
ตามรักษาจิตของตนเองเถิด"
(มหาปรินิพพานสูตร จากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์ โดยท่านธรรมรักษา)
เคยลองถามตัวเองกันดูไหมคะว่า ทุกวันนี้
เรายังใช้ชีวิตกันอย่างประมาทอยู่หรือเปล่า
จะมีใครบ้างไหมนะคะ ที่คิดว่าจะตายวันนี้วันพรุ่ง
ใคร ๆ ก็คิดว่า เราจะมีชีวิตยืนยาว
เราจะมีแรงอย่างนี้ไปอีกหลาย ๆ สิบปี
เราจะมีครอบครัว เราจะทำนั่นเป็นนี่ตอนอายุเท่านั้นเท่านี้
เราเกษียณแล้วจะทำโน่นทำนี่ ฯลฯ
ถ้าเราคลี่เส้นทางของสังสารวัฏที่เราเวียนเกิดเวียนตาย กางออกมาเป็นเส้นตรง
ชีวิตมนุษย์กับอายุเฉลี่ย ๖๐ – ๗๐ ปีนี่
เรียกว่าเล็กกว่าธุลีหนึ่งของจุดเล็ก ๆ บนเส้นตรงอีกมั้งคะ
เวลาในช่วงชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวนานเลยจริง ๆ
เราเคยเกิดเคยตายมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
และเราก็จะยังเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้อีกนับชาติไม่ถ้วน
สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านจึงใช้ชื่อหนังสือที่ท่านนิพนธ์เล่มหนึ่งว่า "ชีวิตนี้...น้อยนัก"
เมื่อชีวิตเป็นของน้อยอยู่แล้ว ใครที่ยังใช้ชีวิตอย่างประมาท
ไม่ตระเตรียมสั่งสมเสบียงติดตัว ละเลยการทำทาน การรักษาศีล การปฏิบัติภาวนา
ในช่วงชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนานี้
ก็นับว่าน่าเสียดายมากนะคะ..
ความประมาทมักจะทำให้เรามองข้ามความจริงไปเสมอ ๆ ว่า
"ทุกอย่างเป็นของชั่วคราว"
แม้บุญแม้กุศลที่ทำให้เราเป็นสุขอยู่ ก็อยู่เพียงชั่วคราวนะคะ มิใช่แหล่งอุ่นใจอันถาวรเลย
วันก่อน รุ่นพี่ท่านหนึ่งได้ถ่ายทอดนิทานที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาเล่าให้ฟังค่ะ
ต่างคนต่างจำได้พอเลา ๆ แต่ฟังแล้วก็รู้สึกอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังด้วยค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่า... ครั้งหนึ่ง มีช้างโขลงใหญ่นอนตายเป็นแพเกยตื้นอยู่ริมมหาสมุทร
อีกาฝูงหนึ่งมาเจอเข้า ก็ได้เกาะกินซากช้างกองโตนั้นเป็นอาหารกันอิ่มหนำสำราญ
ขณะเดียวกัน คลื่นน้ำก็ค่อย ๆ พัดซากช้างห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ
และอีกาฝูงนั้นก็เกาะกินซากที่ลอยอืดของช้างโขลงนั้นตามห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ ด้วย
จนกระทั่ง มีอีกาตัวหนึ่งเอะใจ และลุกขึ้นมาพูดว่า
"นี่เราชักลอยออกจากฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ
ถ้าเราไม่รีบบินกลับตอนนี้ เห็นทีจะไม่มีแรงบินกลับกันแน่ ๆ ..."
แต่อีกาตัวอื่น ๆ กลับเห็นว่า "ซากช้างเยอะแยะเสียขนาดนี้
หมดนี่ก็กินได้สบายทั้งชาติแล้ว จะต้องไปไหนทำไมกัน"
เวลาล่วงผ่านไป จนวันหนึ่ง ซากช้างที่ดูเหมือนกินไม่มีวันหมด ก็ร่อยหรอจนหมดลงจริง ๆ
ครั้นจะบินกลับ ฝูงอีกาก็พบว่าตัวเองบินข้ามท้องมหาสมุทรอันสุดลูกหูลูกตาไปไม่ไหวเสียแล้ว
มีอีกาเพียงสามตัวเท่านั้น ที่เลือกที่จะสละซากช้าง และรีบโผออกจากฝูงไปก่อนแล้วล่วงหน้า
แล้วฝูงอีกาที่เหลือทั้งหมด ก็หมดแรงจมลงสู่ใต้มหาสมุทรนั้นเอง...
คุณผู้อ่านฟังแล้วตีความหมายจากนิทานเรื่องนี้กันอย่างไรบ้างคะ
รุ่นพี่ท่านนั้น ได้เล่าความหมายของนิทานเรื่องนี้ให้ฟังว่า
ซากของฝูงช้าง ก็เหมือนบุญอันเป็นทุนเก่าของเรานี่เอง
ตราบเท่าที่บุญเก่ายังให้ผล เราก็ยังเสวยสุขอิ่มเอมเปรมปลื้มกับทุนดีอันเดิมของเราอยู่ได้เรื่อย ๆ
เหมือนวันนี้ที่เราอาจจะมีหน้าที่การงานดี ฐานะสุขสบาย มีเสน่ห์ชวนมอง คิดอ่านคล่องแคล่ว ฯลฯ
แต่ใครเคยคิดบ้างไหมคะว่า... ถ้าดีแต่เสวยสุขอยู่อย่างนั้นถ่ายเดียว วันหนึ่ง ผลบุญเดิมก็จะหมดลง
และ ระยะที่ค่อย ๆ ลอยห่างออกมาจากมหาสมุทร ก็คือช่วงอายุขัยของเรานี่เอง
หากออกแรงบินเสียตั้งแต่ต้น ๆ น้ำ โอกาสที่จะได้ขึ้นสู่ฝั่งอันแห้งสบายตัว ก็มีอยู่มาก
แต่หากเราปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อย สนุกสนานรื่นเริงไปวัน ๆ เกาะติดอยู่กับความสุขเฉพาะหน้า
บางคนคิดด้วยซ้ำไปนะคะว่า ขอใช้ชีวิตเต็มที่ก่อน แก่แล้ว หมดภาระแล้ว จะปฏิบัติธรรมเต็มตัว
แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที... ถึงตอนนั้น เราก็อาจพบว่า เราไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจเต็มปอดแล้วก็ได้นะคะ
ครูบาอาจารย์ท่านบอกนะคะว่า
ตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีเรี่ยวมีแรงนี่แหละ เป็นช่วงที่ปฏิบัติธรรมได้ดีที่สุด
ถึงตอนที่หูตาฝ้าฟาง เป็นโรคกระดูก โรคข้อ โรคชรา สารพัดแล้ว
จะเอากำลังเอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนไปฝึกภาวนาและศึกษาคำสอนเล่าคะ?
สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นย้ำอยู่เสมอนะคะ ก็คือ อย่าประมาท
ท่านว่า กระดูกเรานี้ หากเอาเพียงชิ้นเดียวจากที่เราเกิดตายในแต่ละชาติมากองรวมกัน
มันเยอะเสียจนสามารถกองทับถมกันได้เป็นภูเขาเลากา และถ้าเอาน้ำตาในแต่ละชาติ
มาเพียงหยดเดียว ก็รวมกันจนเป็นมหาสมุทรได้ทีเดียวนะคะ
ความตายรอเราอยู่ทุกเมื่อ และการตายก็ไม่ใช่การอวสานที่จบสิ้น
แต่เป็นเพียงการปิดฉากละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น เรายังต้องไปสู่ฉากใหม่กันต่อไปเรื่อย ๆ
ยังต้องดิ้นรนไปอย่างไม่รู้กฎกติกา สร้างกรรมใหม่ด้วยความไม่รู้ และรับผลด้วยความไม่รู้
วันนี้... ตอนนี้... ขณะที่เรายังมีเรี่ยวมีแรง
วันที่รอยเท้าของพระพุทธเจ้ายังหลงเหลืออยู่ให้เราเดินตาม
อย่าปล่อยเวลาแห่งชั่วขณะนี้หายใจทิ้งกันไปเปล่า ๆ เลย
แผนที่ออกจากทุกข์ยังมีอยู่ ค่อย ๆ เริ่มลงมือกันเถิดนะคะ…
ใครยังไม่รู้วิธี ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป...
ไม่ต้องหวังอะไรไปไกลมากกว่าแค่ทำความรู้จักกับกายใจของเราเอง
เพราะโรงเรียนศึกษาธรรมะของเราไม่ได้อยู่ที่ไหน
แต่อยู่ในขอบเขตของเรือนกายอันยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครองนี้เอง
แม้ไม่เคยคิดตั้งเป้าว่าจะบรรลุธรรมขั้นไหน ๆ
แต่อย่างน้อย การหมั่นมีสติระลึกรู้กายรู้ใจ ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
และเป็นทุกข์กับสิ่งกระทบที่แปลกปลอมเข้ามาในใจเราน้อยลงอย่างแน่นอนค่ะ


ความรัก....

อย่าไปค้นหาความรัก แต่ปล่อยให้ความรักค้นหาคุณเอง
นั่นแหละถึงจะเรียกว่าตกหลุมรัก เพราะคุณไม่ได้บังคับตัวคุณให้เป็นไป
แต่มันเป็นไปเอง เมื่อคุณยอมรับใครบางคนในตัวตนและสิ่งที่เขาเป็น
คุณจะประหลาดใจเมื่อเขาดีกว่าที่คุณคาดหวังไว้มาก
ความรักคือการรักและยอมรับในทั้งข้อดีและข้อเสียของเขา
โชคดีคือผู้ชายได้เป็นคนรักคนแรกของผู้หญิง
ที่โชคดีกว่านั้นคือผู้หญิงได้เป็นคนรักคนสุดท้ายของผู้ชาย
คุณจะได้รับรู้ว่าคนๆหนึ่งมีความหมายกับคุณมากเพียงไร
ก็เมื่อคุณตื่นขึ้นมาและพบว่าคุณได้สูญเสียใครคนนั้น
ที่คุณเคยคิดว่าไม่มีความหมายกับคุณเลยไปเสียแล้ว
รักคือการมองดูตัวคุณผ่านสายตาของคนอื่น และค้นหาตัวคุณในหัวใจของคนนั้น
เมื่อคุณรักแล้ว คุณก็จะรักตลอดไป สำหรับสิ่งที่คุณอาจจะคิดหลบหนี
แต่หัวใจคุณเก็บมันไว้ตลอดเวลา การปล่อยมันไปไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่จะเหนี่ยวรั้งไว้ก็ยากเย็น ความแข้มแข็งไม่ได้วัดที่ว่าสามารถเหนี่ยวรั้งมันไว้
แต่อยู่ที่สามารถปล่อยมันไปต่างหาก
ผู้ชายพร้อมที่จะเสียสละความรักเพื่อจะได้ปกครองโลก
แต่ผู้หญิงพร้อมที่จะตัดใจจากโลกเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่มีค่าพอให้เสียสละ
มันปวดใจเมื่อได้เห็นคนที่คุณรักมีความสุขอยู่กับคนอื่น
แต่มันจะเจ็บปวดกว่าที่ได้รู้ว่าเขาไม่มีความสุขเลยเมื่ออยู่กับคุณ
ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล
ขอให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์
สบตาแล้วไม่หวั่นไหว..ไม่ได้แปลว่ารักน้อยลง
* แรกที่เราตกหลุมรักครายสักคน..หัวใจเหมือนจะเต้นออกมานอกร่างกาย
ใครที่เคยมีความรัก ไม่ว่าเป็น "แอบรัก" หรือ "เรารักกัน" ก็คงจะเข้าใจ
อาการหัวใจเต้นผิดปกติแบบนี้ แต่ก็รู้ใช่ไหมว่า เมื่อคบๆกันไปได้ระยะหนึ่ง
ผ่านช่วงตกหลุมรักกันและกันไปแล้ว
หัวใจ..ก็จะเริ่มกลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง
ไม่ประหม่า ไม่เขิน ไม่หวั่นไหว แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้
หลายคนทีเดียวที่คิดว่า..ความรักกำลังลดน้อยลง ทั้งที่ความจริง
รักก็ยังมีอยู่เท่าเดิมนั่นแหละ เพียงแต่พอผ่านเวลา
คนสองคนได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น
คุ้นเคยกันมากขึ้น ซึ่งความคุ้นเคยนี่เอง
ที่ไปละลายความเคอะเขิน ความตื่นเต้นแปลกใหม่ให้หายไป..
ถึงจะสบตากันแล้วใจไม่เต้นแรง ก็ไม่ได้แปลว่า ความรัก จะไม่มีเหลืออยู่แล้ว..
ฉะนั้น เมื่อรักใคร อย่าให้ความสำคัญกับคำว่า รัก เพียงคำเดียว
จนลืมที่มองเห็นคุนค่าของคำว่า ผูกพัน เพราะเราคิดและเชื่อว่า..
ช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักใครสักคนนั้น มันแสนสั้น
การที่เราจะรักใครสักคนได้อย่างยาวนาน..มันต้องมีอะไรมากกว่ารัก
จึงไม่เป็นไรหรอก ถ้าวันนี้..คนที่เราคบด้วย เค้าไม่จูงมือเรา
ไม่ทำสวีทต่อกันบ่อยๆ เหมือนก่อน..
เพราะเค้า แค่อยากอยู่เคียงข้าง..
ในตอนที่เราร้องไห้ คอยถามว่าเหนื่อยไหม..ในช่วงที่เรียนหนักๆ
และตอนเดินข้ามถนน..เค้าไม่ลืมที่จะดูรถให้เรา เพียงเท่านี้..หัวใจก็อุ่น
ทำไมคนเราต้องมีความรัก...
....ก็เพราะว่าเราทุกคนล้วนมีหัวใจ
ทำไมคนเราจึงต้องโหยหาความรักอยู่ตลอดเวลา...
....ก็เพราะเราต้องการใครสักคนมาช่วยเราดูแลหัวใจของเรา
ทำไมคนเราถึงไม่เคยพอกับความรัก...
....ก็เพราะว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อรักใครคนเดียว
ทำไมคนบางคนถึงไม่เคยพบกับความรักสักที...
....ก็เพราะว่าเขาไม่เคยเปิดใจตัวเองให้ใคร
ทำไมคนบางคนไม่เคยเปิดใจตัวเองให้ใคร...
....ก็เพราะว่าเขาอาจจะกำลังรอใครสักคนอยู่
ทำไมคนบางคนถึงต้องอกหักอยู่บ่อย...
....ก็เพราะว่าเขาปล่อยใจตัวเองตกหลุมรักอยู่ตลอดเวลา
ไม่ต้องเสียใจที่เขาไม่รักเรา...
....เพราะเราและเขาอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อรักกัน
ทำไมคนบางคนไม่เคยสมหวังกับความรัก...
....ก็เพราะว่าเขาอาจจะยังไม่เจอคู่แท้ของเขา
ทำไมคนบางคนยังไม่! พบคู่แท้ของเขา..! .
....ก็เพราะว่าเขาอาจจะไม่เคยตามหาเลยก็ได้
ทำไมเราควรจะทำตัวเราให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา...
....ก็เพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะได้เจอคนที่ถูกใจเมื่อไร
ไม่ต้องเสียใจที่เรายังไม่เจอคนที่เรารัก...
....เพราะว่าเมื่อเราเจอเขาคนนั้นเมื่อไร
เราจะรู้ว่ามันคุ้มค่ามากแค่ไหนกับ
เวลาที่เรารอคอย จงทะนุถนอมหัวใจของเราไว้ให้ดี...
....เพราะว่าเมื่อเราเจอคนที่ใช่ จะได้มอบมันให้เขาด้วยความภูมิใจ
อย่าปล่อยให้โชคชะตาลิขิตชีวิตเราทั้งหมด...
....แต่จงใช้มันเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต
โชคชะตาสามารถทำให้เราพบคนที่ถูกใจ...
....แต่ตัวเราเองเท่านั้นที่สามารถทำให้เขาคนนั้นรักเราได้
ความรัก…คือความสุขหรือ ความเจ็บปวดความรัก…
มีแต่ความจริงใจให้กันหรือ หลอกลวง
เมื่อครั้งที่ฉันมีความรัก….
ความรักมันทำให้ฉันมีความสุขถึงแม้ความสุขนั้น
อาจจะมีความทุกข์ปะปนอยู่บ้างแต่เมื่อฉันนึกถึงสิ่งที่ดีของกันและกัน
ความทุกข์มันก็จางลงไปอย่างง่ายดายต่อมาอีกวัน…
ฉันเริ่มไม่แน่ใจกับความรักเป็นอะไรไป…
ไม่รู้สิทุกข์เริ่มมากกว่าความสุข แต่ก็ใช่ว่าความสุขจะ
ไม่มีฉันกำลังโดนความรักเล่นตลกเข้าแล้วฉันเริ่มเหนื่อย
…มาถึงวันนี้…ความรัก…คืออะไร ฉันไม่รู้ฉันรู้แต่ว่า…
วันนี้ความรักมันทำให้ฉันเจ็บปวดเจ็บปวดเกินกว่าที่จะรักได้อีกครั้ง…อาจเป็นเพราะ
ฉันคงยังไม่รู้จักความรักดีพอหรือเปล่า…
คงใช่แล้วอีกเมื่อไหร่..ฉันต้องเจ็บปวดอีกเท่าไหร่ฉันถึงจะรู้จักความรักมากกว่านี้
ถ้าคำว่ารักมันต้องเจอกับความเจ็บปวดมากกว่าความสุขฉันขอเลือกที่จะไม่รัก …
เสียดีกว่าฉันเหนื่อยและเจ็บกับคำว่า”ความรัก”มาพอแล้ว
ฉันคนนี้จะไม่มีคำว่ารักอีกต่อไปลาก่อน…”ความรัก”

*~ความรัก เข้ามาเมื่อไหร่...ก็ไม่รู้~*


ความรักเข้ามาเมื่อไหร่

ก็อยู่ตัวคนเดียว อยู่เป็นโสดมาตั้งนาน
ฉันคิดว่าฉันเป็นสุขดี
ไม่ต้องคอยเอาใจใคร ใช้ชีวิตได้เต็มที่
ไม่ต้องมีความรัก....ก็ไม่ตาย
แต่วันคืนไม่เป็นใจ ชอบพาใครเดินเข้ามา
ทำใจชาๆ ต้องหวั่นไหว
เธอเข้ามาชวนทะเลาะ เข้ามาทำความวุ่นวาย
และมาทำให้ใจหนึ่งใจ คิดถึงเธอ
* ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้
ความรักมันย้ายมาอยู่ในใจเมื่อไหร่
เธอนะเธอคนเดียว เข้ามาทำให้ฉันเปลี่ยนไป
จากนี้จนตาย... คงอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว......
อยากอยู่ใกล้ๆ เธอ
เธอก็ตัวคนเดียว อยู่เป็นโสดมาตั้งนาน
เราลองมารักกันดีไหม
เราจะคอยดูแลกัน เธอกับฉัน ใจแลกใจ
ให้คืนวันมันมีแต่เรื่องดีๆ
** ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้
ความรักมันย้ายมาอยู่ในใจเมื่อไหร่
เธอนะเธอคนเดียว เข้ามาทำให้ฉันเปลี่ยนไป
จากนี้จนตาย... คงอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว
ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้
ความรักมันย้ายมาอยู่ในใจเมื่อไหร่
เธอนะเธอคนเดียว เข้ามาทำให้ฉันเปลี่ยนไป
จากนี้จนตาย... คงอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว......
อยากอยู่ใกล้ๆ เธอ
......อยากอยู่ใกล้ๆ เธอ......อยากอยู่ใกล้ๆ เธอ......