ชีวิตเป็นของเปราะบางจริง ๆ นะคะ….
ในชั่วพริบตาเดียว อะไร ๆ ที่คิดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ท่านจึงเลือกที่จะตรัสโอวาทสุดท้ายเพื่อเตือนสติพวกเราไว้อย่างนี้เองว่า...
"คนเหล่าใด ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า
ภาชนะดินที่นายช่างหม้อปั้นขึ้นแล้ว
ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งสุก ทั้งดิบ ทุกชนิด
ล้วนมีความแตกสลายไปในที่สุด
ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
วัยของเราแก่ชราแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย
เราจะต้องจากพวกเธอไป เรากระทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีล อันดีเลิศ จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว
ในชั่วพริบตาเดียว อะไร ๆ ที่คิดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ท่านจึงเลือกที่จะตรัสโอวาทสุดท้ายเพื่อเตือนสติพวกเราไว้อย่างนี้เองว่า...
"คนเหล่าใด ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า
ภาชนะดินที่นายช่างหม้อปั้นขึ้นแล้ว
ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งสุก ทั้งดิบ ทุกชนิด
ล้วนมีความแตกสลายไปในที่สุด
ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น
วัยของเราแก่ชราแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย
เราจะต้องจากพวกเธอไป เรากระทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีล อันดีเลิศ จงเป็นผู้มีความดำริตั้งมั่นดีแล้ว
ตามรักษาจิตของตนเองเถิด"
(มหาปรินิพพานสูตร จากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์ โดยท่านธรรมรักษา)
เคยลองถามตัวเองกันดูไหมคะว่า ทุกวันนี้
(มหาปรินิพพานสูตร จากหนังสือพระไตรปิฎกฉบับดับทุกข์ โดยท่านธรรมรักษา)
เคยลองถามตัวเองกันดูไหมคะว่า ทุกวันนี้
เรายังใช้ชีวิตกันอย่างประมาทอยู่หรือเปล่า
จะมีใครบ้างไหมนะคะ ที่คิดว่าจะตายวันนี้วันพรุ่ง
จะมีใครบ้างไหมนะคะ ที่คิดว่าจะตายวันนี้วันพรุ่ง
ใคร ๆ ก็คิดว่า เราจะมีชีวิตยืนยาว
เราจะมีแรงอย่างนี้ไปอีกหลาย ๆ สิบปี
เราจะมีครอบครัว เราจะทำนั่นเป็นนี่ตอนอายุเท่านั้นเท่านี้
เราจะมีแรงอย่างนี้ไปอีกหลาย ๆ สิบปี
เราจะมีครอบครัว เราจะทำนั่นเป็นนี่ตอนอายุเท่านั้นเท่านี้
เราเกษียณแล้วจะทำโน่นทำนี่ ฯลฯ
ถ้าเราคลี่เส้นทางของสังสารวัฏที่เราเวียนเกิดเวียนตาย กางออกมาเป็นเส้นตรง
ชีวิตมนุษย์กับอายุเฉลี่ย ๖๐ – ๗๐ ปีนี่
ถ้าเราคลี่เส้นทางของสังสารวัฏที่เราเวียนเกิดเวียนตาย กางออกมาเป็นเส้นตรง
ชีวิตมนุษย์กับอายุเฉลี่ย ๖๐ – ๗๐ ปีนี่
เรียกว่าเล็กกว่าธุลีหนึ่งของจุดเล็ก ๆ บนเส้นตรงอีกมั้งคะ
เวลาในช่วงชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวนานเลยจริง ๆ
เราเคยเกิดเคยตายมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
และเราก็จะยังเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้อีกนับชาติไม่ถ้วน
สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านจึงใช้ชื่อหนังสือที่ท่านนิพนธ์เล่มหนึ่งว่า "ชีวิตนี้...น้อยนัก"
เมื่อชีวิตเป็นของน้อยอยู่แล้ว ใครที่ยังใช้ชีวิตอย่างประมาท
ไม่ตระเตรียมสั่งสมเสบียงติดตัว ละเลยการทำทาน การรักษาศีล การปฏิบัติภาวนา
ในช่วงชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนานี้
เวลาในช่วงชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวนานเลยจริง ๆ
เราเคยเกิดเคยตายมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน
และเราก็จะยังเวียนเกิดเวียนตายอยู่อย่างนี้อีกนับชาติไม่ถ้วน
สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านจึงใช้ชื่อหนังสือที่ท่านนิพนธ์เล่มหนึ่งว่า "ชีวิตนี้...น้อยนัก"
เมื่อชีวิตเป็นของน้อยอยู่แล้ว ใครที่ยังใช้ชีวิตอย่างประมาท
ไม่ตระเตรียมสั่งสมเสบียงติดตัว ละเลยการทำทาน การรักษาศีล การปฏิบัติภาวนา
ในช่วงชีวิตที่เกิดเป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนานี้
ก็นับว่าน่าเสียดายมากนะคะ..
ความประมาทมักจะทำให้เรามองข้ามความจริงไปเสมอ ๆ ว่า
ความประมาทมักจะทำให้เรามองข้ามความจริงไปเสมอ ๆ ว่า
"ทุกอย่างเป็นของชั่วคราว"
แม้บุญแม้กุศลที่ทำให้เราเป็นสุขอยู่ ก็อยู่เพียงชั่วคราวนะคะ มิใช่แหล่งอุ่นใจอันถาวรเลย
วันก่อน รุ่นพี่ท่านหนึ่งได้ถ่ายทอดนิทานที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาเล่าให้ฟังค่ะ
ต่างคนต่างจำได้พอเลา ๆ แต่ฟังแล้วก็รู้สึกอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังด้วยค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่า... ครั้งหนึ่ง มีช้างโขลงใหญ่นอนตายเป็นแพเกยตื้นอยู่ริมมหาสมุทร
อีกาฝูงหนึ่งมาเจอเข้า ก็ได้เกาะกินซากช้างกองโตนั้นเป็นอาหารกันอิ่มหนำสำราญ
ขณะเดียวกัน คลื่นน้ำก็ค่อย ๆ พัดซากช้างห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ
และอีกาฝูงนั้นก็เกาะกินซากที่ลอยอืดของช้างโขลงนั้นตามห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ ด้วย
จนกระทั่ง มีอีกาตัวหนึ่งเอะใจ และลุกขึ้นมาพูดว่า
"นี่เราชักลอยออกจากฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ
ถ้าเราไม่รีบบินกลับตอนนี้ เห็นทีจะไม่มีแรงบินกลับกันแน่ ๆ ..."
แต่อีกาตัวอื่น ๆ กลับเห็นว่า "ซากช้างเยอะแยะเสียขนาดนี้
หมดนี่ก็กินได้สบายทั้งชาติแล้ว จะต้องไปไหนทำไมกัน"
เวลาล่วงผ่านไป จนวันหนึ่ง ซากช้างที่ดูเหมือนกินไม่มีวันหมด ก็ร่อยหรอจนหมดลงจริง ๆ
ครั้นจะบินกลับ ฝูงอีกาก็พบว่าตัวเองบินข้ามท้องมหาสมุทรอันสุดลูกหูลูกตาไปไม่ไหวเสียแล้ว
มีอีกาเพียงสามตัวเท่านั้น ที่เลือกที่จะสละซากช้าง และรีบโผออกจากฝูงไปก่อนแล้วล่วงหน้า
แล้วฝูงอีกาที่เหลือทั้งหมด ก็หมดแรงจมลงสู่ใต้มหาสมุทรนั้นเอง...
คุณผู้อ่านฟังแล้วตีความหมายจากนิทานเรื่องนี้กันอย่างไรบ้างคะ
รุ่นพี่ท่านนั้น ได้เล่าความหมายของนิทานเรื่องนี้ให้ฟังว่า
ซากของฝูงช้าง ก็เหมือนบุญอันเป็นทุนเก่าของเรานี่เอง
ตราบเท่าที่บุญเก่ายังให้ผล เราก็ยังเสวยสุขอิ่มเอมเปรมปลื้มกับทุนดีอันเดิมของเราอยู่ได้เรื่อย ๆ
เหมือนวันนี้ที่เราอาจจะมีหน้าที่การงานดี ฐานะสุขสบาย มีเสน่ห์ชวนมอง คิดอ่านคล่องแคล่ว ฯลฯ
แต่ใครเคยคิดบ้างไหมคะว่า... ถ้าดีแต่เสวยสุขอยู่อย่างนั้นถ่ายเดียว วันหนึ่ง ผลบุญเดิมก็จะหมดลง
และ ระยะที่ค่อย ๆ ลอยห่างออกมาจากมหาสมุทร ก็คือช่วงอายุขัยของเรานี่เอง
หากออกแรงบินเสียตั้งแต่ต้น ๆ น้ำ โอกาสที่จะได้ขึ้นสู่ฝั่งอันแห้งสบายตัว ก็มีอยู่มาก
แต่หากเราปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อย สนุกสนานรื่นเริงไปวัน ๆ เกาะติดอยู่กับความสุขเฉพาะหน้า
บางคนคิดด้วยซ้ำไปนะคะว่า ขอใช้ชีวิตเต็มที่ก่อน แก่แล้ว หมดภาระแล้ว จะปฏิบัติธรรมเต็มตัว
แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที... ถึงตอนนั้น เราก็อาจพบว่า เราไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจเต็มปอดแล้วก็ได้นะคะ
ครูบาอาจารย์ท่านบอกนะคะว่า
ตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีเรี่ยวมีแรงนี่แหละ เป็นช่วงที่ปฏิบัติธรรมได้ดีที่สุด
ถึงตอนที่หูตาฝ้าฟาง เป็นโรคกระดูก โรคข้อ โรคชรา สารพัดแล้ว
จะเอากำลังเอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนไปฝึกภาวนาและศึกษาคำสอนเล่าคะ?
สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นย้ำอยู่เสมอนะคะ ก็คือ อย่าประมาท
ท่านว่า กระดูกเรานี้ หากเอาเพียงชิ้นเดียวจากที่เราเกิดตายในแต่ละชาติมากองรวมกัน
มันเยอะเสียจนสามารถกองทับถมกันได้เป็นภูเขาเลากา และถ้าเอาน้ำตาในแต่ละชาติ
มาเพียงหยดเดียว ก็รวมกันจนเป็นมหาสมุทรได้ทีเดียวนะคะ
ความตายรอเราอยู่ทุกเมื่อ และการตายก็ไม่ใช่การอวสานที่จบสิ้น
แต่เป็นเพียงการปิดฉากละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น เรายังต้องไปสู่ฉากใหม่กันต่อไปเรื่อย ๆ
ยังต้องดิ้นรนไปอย่างไม่รู้กฎกติกา สร้างกรรมใหม่ด้วยความไม่รู้ และรับผลด้วยความไม่รู้
วันนี้... ตอนนี้... ขณะที่เรายังมีเรี่ยวมีแรง
วันที่รอยเท้าของพระพุทธเจ้ายังหลงเหลืออยู่ให้เราเดินตาม
อย่าปล่อยเวลาแห่งชั่วขณะนี้หายใจทิ้งกันไปเปล่า ๆ เลย
แผนที่ออกจากทุกข์ยังมีอยู่ ค่อย ๆ เริ่มลงมือกันเถิดนะคะ…
ใครยังไม่รู้วิธี ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป...
ไม่ต้องหวังอะไรไปไกลมากกว่าแค่ทำความรู้จักกับกายใจของเราเอง
เพราะโรงเรียนศึกษาธรรมะของเราไม่ได้อยู่ที่ไหน
แต่อยู่ในขอบเขตของเรือนกายอันยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครองนี้เอง
แม้ไม่เคยคิดตั้งเป้าว่าจะบรรลุธรรมขั้นไหน ๆ
แต่อย่างน้อย การหมั่นมีสติระลึกรู้กายรู้ใจ ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
และเป็นทุกข์กับสิ่งกระทบที่แปลกปลอมเข้ามาในใจเราน้อยลงอย่างแน่นอนค่ะ
แม้บุญแม้กุศลที่ทำให้เราเป็นสุขอยู่ ก็อยู่เพียงชั่วคราวนะคะ มิใช่แหล่งอุ่นใจอันถาวรเลย
วันก่อน รุ่นพี่ท่านหนึ่งได้ถ่ายทอดนิทานที่ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาเล่าให้ฟังค่ะ
ต่างคนต่างจำได้พอเลา ๆ แต่ฟังแล้วก็รู้สึกอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังด้วยค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่า... ครั้งหนึ่ง มีช้างโขลงใหญ่นอนตายเป็นแพเกยตื้นอยู่ริมมหาสมุทร
อีกาฝูงหนึ่งมาเจอเข้า ก็ได้เกาะกินซากช้างกองโตนั้นเป็นอาหารกันอิ่มหนำสำราญ
ขณะเดียวกัน คลื่นน้ำก็ค่อย ๆ พัดซากช้างห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ
และอีกาฝูงนั้นก็เกาะกินซากที่ลอยอืดของช้างโขลงนั้นตามห่างออกจากฝั่งไปเรื่อย ๆ ด้วย
จนกระทั่ง มีอีกาตัวหนึ่งเอะใจ และลุกขึ้นมาพูดว่า
"นี่เราชักลอยออกจากฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ
ถ้าเราไม่รีบบินกลับตอนนี้ เห็นทีจะไม่มีแรงบินกลับกันแน่ ๆ ..."
แต่อีกาตัวอื่น ๆ กลับเห็นว่า "ซากช้างเยอะแยะเสียขนาดนี้
หมดนี่ก็กินได้สบายทั้งชาติแล้ว จะต้องไปไหนทำไมกัน"
เวลาล่วงผ่านไป จนวันหนึ่ง ซากช้างที่ดูเหมือนกินไม่มีวันหมด ก็ร่อยหรอจนหมดลงจริง ๆ
ครั้นจะบินกลับ ฝูงอีกาก็พบว่าตัวเองบินข้ามท้องมหาสมุทรอันสุดลูกหูลูกตาไปไม่ไหวเสียแล้ว
มีอีกาเพียงสามตัวเท่านั้น ที่เลือกที่จะสละซากช้าง และรีบโผออกจากฝูงไปก่อนแล้วล่วงหน้า
แล้วฝูงอีกาที่เหลือทั้งหมด ก็หมดแรงจมลงสู่ใต้มหาสมุทรนั้นเอง...
คุณผู้อ่านฟังแล้วตีความหมายจากนิทานเรื่องนี้กันอย่างไรบ้างคะ
รุ่นพี่ท่านนั้น ได้เล่าความหมายของนิทานเรื่องนี้ให้ฟังว่า
ซากของฝูงช้าง ก็เหมือนบุญอันเป็นทุนเก่าของเรานี่เอง
ตราบเท่าที่บุญเก่ายังให้ผล เราก็ยังเสวยสุขอิ่มเอมเปรมปลื้มกับทุนดีอันเดิมของเราอยู่ได้เรื่อย ๆ
เหมือนวันนี้ที่เราอาจจะมีหน้าที่การงานดี ฐานะสุขสบาย มีเสน่ห์ชวนมอง คิดอ่านคล่องแคล่ว ฯลฯ
แต่ใครเคยคิดบ้างไหมคะว่า... ถ้าดีแต่เสวยสุขอยู่อย่างนั้นถ่ายเดียว วันหนึ่ง ผลบุญเดิมก็จะหมดลง
และ ระยะที่ค่อย ๆ ลอยห่างออกมาจากมหาสมุทร ก็คือช่วงอายุขัยของเรานี่เอง
หากออกแรงบินเสียตั้งแต่ต้น ๆ น้ำ โอกาสที่จะได้ขึ้นสู่ฝั่งอันแห้งสบายตัว ก็มีอยู่มาก
แต่หากเราปล่อยชีวิตเรื่อยเปื่อย สนุกสนานรื่นเริงไปวัน ๆ เกาะติดอยู่กับความสุขเฉพาะหน้า
บางคนคิดด้วยซ้ำไปนะคะว่า ขอใช้ชีวิตเต็มที่ก่อน แก่แล้ว หมดภาระแล้ว จะปฏิบัติธรรมเต็มตัว
แต่กว่าจะรู้ตัวอีกที... ถึงตอนนั้น เราก็อาจพบว่า เราไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจเต็มปอดแล้วก็ได้นะคะ
ครูบาอาจารย์ท่านบอกนะคะว่า
ตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาว ยังมีเรี่ยวมีแรงนี่แหละ เป็นช่วงที่ปฏิบัติธรรมได้ดีที่สุด
ถึงตอนที่หูตาฝ้าฟาง เป็นโรคกระดูก โรคข้อ โรคชรา สารพัดแล้ว
จะเอากำลังเอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนไปฝึกภาวนาและศึกษาคำสอนเล่าคะ?
สิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นย้ำอยู่เสมอนะคะ ก็คือ อย่าประมาท
ท่านว่า กระดูกเรานี้ หากเอาเพียงชิ้นเดียวจากที่เราเกิดตายในแต่ละชาติมากองรวมกัน
มันเยอะเสียจนสามารถกองทับถมกันได้เป็นภูเขาเลากา และถ้าเอาน้ำตาในแต่ละชาติ
มาเพียงหยดเดียว ก็รวมกันจนเป็นมหาสมุทรได้ทีเดียวนะคะ
ความตายรอเราอยู่ทุกเมื่อ และการตายก็ไม่ใช่การอวสานที่จบสิ้น
แต่เป็นเพียงการปิดฉากละครอีกฉากหนึ่งเท่านั้น เรายังต้องไปสู่ฉากใหม่กันต่อไปเรื่อย ๆ
ยังต้องดิ้นรนไปอย่างไม่รู้กฎกติกา สร้างกรรมใหม่ด้วยความไม่รู้ และรับผลด้วยความไม่รู้
วันนี้... ตอนนี้... ขณะที่เรายังมีเรี่ยวมีแรง
วันที่รอยเท้าของพระพุทธเจ้ายังหลงเหลืออยู่ให้เราเดินตาม
อย่าปล่อยเวลาแห่งชั่วขณะนี้หายใจทิ้งกันไปเปล่า ๆ เลย
แผนที่ออกจากทุกข์ยังมีอยู่ ค่อย ๆ เริ่มลงมือกันเถิดนะคะ…
ใครยังไม่รู้วิธี ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไป...
ไม่ต้องหวังอะไรไปไกลมากกว่าแค่ทำความรู้จักกับกายใจของเราเอง
เพราะโรงเรียนศึกษาธรรมะของเราไม่ได้อยู่ที่ไหน
แต่อยู่ในขอบเขตของเรือนกายอันยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครองนี้เอง
แม้ไม่เคยคิดตั้งเป้าว่าจะบรรลุธรรมขั้นไหน ๆ
แต่อย่างน้อย การหมั่นมีสติระลึกรู้กายรู้ใจ ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
และเป็นทุกข์กับสิ่งกระทบที่แปลกปลอมเข้ามาในใจเราน้อยลงอย่างแน่นอนค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น